สีแคทอาย สีทาเล็บแม่เหล็กมีลักษณะอย่างไรและมีวิธีการใช้งานอย่างไรบ้าง

สีแคทอาย สีทาเล็บแม่เหล็กมีลักษณะอย่างไรและมีวิธีการใช้งานอย่างไรบ้าง

      สีแคทอาย สีทาเล็บแม่เหล็กมีลักษณะอย่างไรและมีวิธีการใช้งานอย่างไรบ้าง

สีทาเล็บแม่เหล็กหรือน้ำยาทาเล็บแบบใหม่ ที่ผสมด้วยผงแม่เหล็ก ที่ช่วยให้เพิ่มลวดลาย เมื่อทาลงบนเล็บของเราได้ตามใจชอบ  น้ำยาทาเล็บที่ผสมผงแม่เหล็ก จะใช้คู่กับแท่งแม่เหล็กที่ด้านบนจะมีแท่งแม่เหล็กส่วนอีกฝั่งจะเป็นช่องไว้สำหรับประกบเข้ากับขวดน้ำยาทาเล็บ โดยเมื่อเราทาน้ำยาทาเล็บแล้วนำส่วนแท่งแม่เหล็กมาอังจะทำให้เกิดเป็นลวดลายขึ้น เพราะน้ำยาทาเล็บแม่เหล็กจะดูด กับแท่งแม่เหล็ก ตามรอยหรือทิศทางที่เรากำหนด ควรวางห่างประมาณ 2 มิลลิเมตรเพราะถ้าวางห่างเกินไป ก็จะทำให้ลวดลายไม่เข้มแต่ถ้าวางใกล้เกินแท่งแม่เหล็กก็จะดูดผงแม่เหล็กจากยาทาเล็บขึ้นมาทำให้น้ำยาทาเล็บที่ทาไว้ไม่เรียบ ส่วนน้ำยาทาเล็บนี้สามารถใช้แบบธรรมดา หรือจะทำลวดลายก็ได้โดยที่รวดลายก็สามารถทำได้หลายแบบ โดยสีธรรมดา จะผสมผงแม่เหล็กลงไปก่อนทาค่ะ

วิธีการใช้สีแม่เหล็ก แบบสำเร็จรูป

เขย่าขวดน้ำยาทาเล็บก่อนใช้เพื่อให้ผงแม่เหล็กกระจายตัว 2 ทาน้ำยาทาเล็บ 2 รอบ หรือ 2 ชั้น 3 นำแท่งแม่เหล็ก มาๆบริเวณเล็บที่ทาเอาไว้ประมาณ 6-8 วินาที โดยทาน้ำยาทาเล็บชั้นที่ 2 ต้องให้สี ทาเล็บยังไม่แห้งสนิท 4 เมื่อน้ำยาทาเล็บแห้งสนิทแล้ว ให้ทาทับด้วย Top Coat เพื่อเคลือบลวดลายและสีแม่เหล็กให้คงทนเงางามและติดทนนาน

การเก็บน้ำยาสีทาเล็บ ที่อยู่กับเราได้นั้นจะต้องปิดฝาให้สนิทและเก็บไว้ในที่เย็นห่างไกลจากแสงแดดอย่างเช่นช่องเล็กในตู้เย็นการเลือกสีทาเล็บควรดูส่วนผสมด้วยนั่นคือสีทาเล็บไม่ควรมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพราะว่าเป็นตัวทำให้ผิวเล็บแห้งและเปราะบางง่าย

การเลือกสีทาเล็บให้เข้ากับผิวของลูกค้า หากลูกค้าเป็นสาวผิวขาวอมเหลือง จะเหมาะกับสีทาเล็บสีชมพูอมส้มสีน้ำตาลทองสว่างหรือสีสดๆ สาวผิวคล้ำอมเหลืองเหมาะกับน้ำยาทาเล็บสีน้ำตาลเข้มหรือสีแดงหรือสีทอง และสำหรับสาวทาเล็บที่มีผิวคล้ำหรือผิวดำแดงเหมาะสำหรับสีทาเล็บคือสีแดงเข้มและสีน้ำตาล ในหลักสูตรเรียนเพ้นท์เล็บ ในรายละเอียดบางอย่าง ช่างทำเล็บสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับแนะนำลูกค้าได้ค่ะ

สนใจเรียนหลักสูตรช่างทำเล็บมืออาชีพ  ติดต่อ “ครูมด”

เยี่ยมชมFacebook:     https://www.facebook.com/Nailart.By.BSA/

เยี่ยมชมเว็ปไซส์    https://www.bsanailart.com